ยายวัย 86 กับลูกสาววัย 60 พนมมือไหว้ทั้งน้ำตา วอนทนายโป้งช่วย ที่ดินที่เอาไปจำนอง ถูกยึดไปขายทอดตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
ที่ชมรมทนายความจิตอาสา ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ผู้เสียหาย อายุ 86 ปี พร้อมด้วย ลูกสาว อายุ 60 ปี สองแม่ลูกชาว จ.กาฬสินธุ์ เดินทางเข้าพบ นายเกียรติคุณ ต้นยาง หรือทนายโป้ง ประธานชมรมทนายความจิตอาสา เพื่อให้ช่วยเหลือกรณีนำโฉนดที่ดินจำนวน 36 ไร่ 1 งาน เอาไปจำนองไว้กับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ใน อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ จำนวน 5 แสนบาท ดอกเบี้ยที่โฆษณาร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน
หลังทำสัญญาเสร็จพบดอกเบี้ยพุ่งสูงถึงร้อยละ 5 ต่อเดือน ซึ่งไม่ตรงตามที่โฆษณา ทำให้หนี้พุ่ง ส่งดอกเบี้ยไม่ไหว นายทุนจึงหลอกให้กู้เพิ่มอีก 2 เเสน เอามาหักดอกเบี้ยเก่า-ใหม่ หนี้ท่วมทะลุ 7 แสน แต่ไม่ได้จับเเม้แต่บาทเดียว สุดท้ายไปต่อไม่ไหว ค้างดอกเบี้ยหลายเดือน นายทุนจ่อฟ้องยึดที่ ก่อนรับซื้อไว้เอง จากนั้นขายทอดตลาดให้บุคคลที่สาม ยายเดือดร้อนหนัก ไร้ที่ทำกิน
ลูกสาวของคุณยาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2554 ตนมีความคิดที่จะประกอบกิจการค้าขายอาหาร และเปิดร้านขายของชำ แต่ไม่มีเงินทุน จึงนำโฉนดที่ดินจำนวน 36 ไร่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ดินของคุณแม่ ไปจำนองไว้ที่ร้านทองแห่งหนึ่งใน อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เป็นเงิน 300,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท ตกเดือนละ 15,000 บาท หลังจากส่งดอกเบี้ยได้ประมาณ 4 เดือน ตนสังเกตเห็นป้ายโฆษณารับจำนองที่ดินของสถาบันการงานแห่งหนึ่ง คิดดอกเบี้ยร้อยแค่ละ 1.25 บาท ต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าร้านทองที่ตนเอาที่ดินไปจำนองไว้ก่อนหน้านี้
ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.55 ตนกับคุณเเม่จึงไปยื่นเรื่องกู้เงินกับสถาบันการเงินแห่งใหม่ จำนวน 500,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หรือ 6,250 บาท (เป็นราคาดอกเบี้ยที่ป้ายโฆษณาระบุเอาไว้) หลังจากทำสัญญาเสร็จ ปรากฎว่าดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามที่โฆษณาระบุเอาไว้ โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท ต่อเดือน ซึ่งราคาเท่ากับที่เก่า
แต่เนื่องจากทำสัญญาไปแล้วสุดท้ายก็ต้องจำใจยอมรับสภาพแต่โดยดี ซึ่งตนต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยที่กู้มา 5 แสน เดือนละ 35,000 บาท หลังจากนั้นตนจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปิดยอดเงินกู้จากเจ้าเเรก จำนวน 370,000 บาท เหลือเงินส่วนต่างหลังปิดยอดเก่าจำนวน 130,000 บาท
จนกระทั่งเดือน มกราคม ปี 2557 เศรษฐกิจไม่ดี ของก็ขายไม่ค่อยได้ จึงทำให้ขาดส่งค่าดอกเบี้ยจำนวน 6 เดือน คิดเป็นเงิน 150,000 บาท ดังนั้นนายทุนจึงให้มาเปลี่ยนสัญญาการกู้เงินใหม่อีกครั้งจากยอดเดิม 5 แสนบาท เพิ่มวงเงินเป็น 7 แสน บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท ต่อเดือนเท่าเดิม
ซึ่งวงเงินที่เพิ่มมา 2 แสนบาทนั้น นายทุนได้นำไปหักกับดอกเบี้ยที่ค้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนเงินที่เหลือนายทุนได้เอาไปหักกับดอกเบี้ยล่วงหน้าที่ยังไม่ครบกำหนดจ่าย ทำให้เงินต้นที่เพิ่มมา 2 แสน ตนไม่ได้รับแม้เเต่บาทเดียว หลังจากเพิ่มวงเงินตนต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเป็นเดือนละ 35,000 บาท บางเดือนมีก็จ่าย บางเดือนไม่มีก็ค้างไว้ก่อน
จนกระทั่งต้นปี 2556 มีหมายศาลมาที่บ้านเกี่ยวกับการกู้เงินดังกล่าว โดยระบุว่าตนเป็นหนี้ทั้งหมดจำนวน 1.7 ล้านบาท ตอนนั้นตนกับเเม่ตกใจมาก จึงรีบไปพบนายทุน พนักงานเเจ้งว่าไม่ต้องไปศาล ให้นำเงินมาชำระตามปกติ ตนจึงพยายามหาหยิบยืมเงินมาชำระให้ตรงตามกำหนด แต่ก็มีบ้างบางเดือนที่ค้างชำระ แต่ก็จ่ายมาตลอด
จนกระทั่งวันหนึ่งมีหนังสือจากกรมบังคับคดี จ.กาฬสินธุ์ มาที่บ้านโดยระบุข้อความว่าให้ไปพบเจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 2 กันยายน ปี 2559 เนื่องจากที่ดินดังกล่าวจะทำการขายทอดตลาด พอถึงกำหนดวันที่ 2 ก.ย.ตนกับแม่จึงเดินทางไปที่กรมบังคับคดีทันที เมื่อไปถึงปรากฎว่ามีคนมาซื้อที่ดินของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่ซื้อก็คือบริษัทที่รับจำนองที่ดินของตนนั่นเอง และในวันเดียวกันนายทุนได้ทำการขายต่อที่ดินให้กับบุคคลที่สามทันที
จากนั้นจึงไปปรึกษากับนักกฎหมาย และแต่งตั้งทนายความให้ระงับการซื้อ-ขายที่ดินดังกล่าวโดยเสียค่าใช้จ่ายให้ทนายความทั้งหมดจำนวน 1.3 แสนบาท แต่สุดท้ายทนายความที่แต่งตั้ง กลับไม่ได้ดำเนินการยื่นเรื่องคัดค้านแต่อย่างใด เเละมาทราบภายหลังว่าทนายคนดังกล่าวถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปก่อนหน้านี้แล้ว และไม่สามารถรับว่าความได้อีก จึงทำให้ที่ดินของตนเปลี่ยนผู้ครองครองโดยชอบด้วยกฎหมายไปโดยปริยาย
หลังจากนั้นตนจึงต่อสู้ยื่นเรื่องร้องเรียน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ และแต่งตั้งทนายความคนใหม่เพื่อต่อสู้คดี เกี่ยวกับที่ดินปรปักษ์ ต่อมาปี 2560 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ตนแพ้คดี จากนั้นปี2562 ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ตนชนะคดี ล่าสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2566 ศาลฎีกาตัดสินให้ตนแพ้คดี
ผู้เสียหายเล่าต่ออีกว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมาครอบครัวของตนพยามยามต่อสู้ทุกช่องทางเพื่อทวงคืนที่ดินของคุณแม่ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษให้กลับคืนมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เนื่องจากครอบครัวของตนไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา หาเช้ากินค่ำ จบแค่ชั้น ป.4 ไม่มีความรู้ และไม่มีอะไรที่จะไปสู้รบกับกลุ่มของนายทุนได้ จึงทำให้ที่ดิน 36 ไร่ 1 งาน ตกไปเป็นของคนอื่น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ตนเชื่อว่าครอบครัวของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ผ่านมาไปยื่นเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกที่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ วันนี้จึงตัดสินใจเดินทางจากจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ามาพบทนายโป้งซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของตน ขอให้ทนายโป้งช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมก่อนที่จะถูกขับไล่ออกจากที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
ขณะที่คุณยายอายุ 86 ปี เจ้าของที่ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าพร้อมกับยกสองมือขึ้นมาพนมไหว้ ขอร้องให้ทนายโป้งช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมและขอให้เอาที่ดินของยายกลับคืนมา ยายอยู่ที่ดินตรงนี้มาตั้งแต่เกิด เป็นที่ดินที่ยายได้รับมรดกมาจาก ปู่ย่า ตายาย ซึ่งยายตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้ลูกให้หลาน จะให้ยายซื้อคืนก็ได้ อย่าทำกับยายแบบนี้เลย เห็นใจยายเถอะ ตอนนี้ยายไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ให้ลูกหลานทำมาหากินแล้วต้องเร่ร่อนไปอาศัยหลานอยู่ ขอให้ช่วยยายด้วยเถอะ
ทางด้านทนายโป้ง กล่าวว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณยายและตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ทราบว่าคุณยายได้ไปทำสัญญาจำนองที่ดินไว้จริง แต่สัญญาที่ทำกับจำนวนเงินที่ได้มันไม่ตรงกัน โดยสัญญาระบุว่าจำนวนเงินเกินกว่าที่คุณยายได้รับมา แต่คุณยายก็จ่ายดอกเบี้ยถูกต้องครบถ้วนมาตลอด จนกระทั่งวันที่ถูกฟ้องคุณยายกับลูกก็ได้ไปหาโจทก์ ซึ่งทางโจทก์บอกกับคุณยายว่าถ้าจ่ายดอกเบี้ยตลอด ทางเขาก็จะไม่ฟ้องและคุณยายก็ไม่ต้องไปศาล
แต่สุดท้ายมีการบังคับคดีขายที่ดินทอดตลาด คุณยายถึงรู้ตัวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถูกหลอก ตนจึงแนะนำไปว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง เพราะเรื่องของการกู้ยืมการจำนองมันมีอยู่จริง เวลาที่ไปฟ้องเขา คุณไปบอกกับเขาว่าถ้าจ่ายดอกเบี้ยแล้วจะไปถอนฟ้อง คุณยายและลูกหลานเขาก็จ่ายดอกครบถ้วนมีหลักฐานการโอนทุกอย่าง การกระทำแบบนี้ถือว่าเป็นการหลอกลวง เป็นเรื่องของการฉ้อโกง
เบื้องต้นแนะนำให้คุณยายไปแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ของคุณยาย ส่วนเรื่องของการเจรจาขอซื้อที่ดินคืน เนื่องจากทรัพย์นั้นถูกซื้อโดยบุคคลที่สามไปแล้ว และมีการขายทอดตลาด ซึ่งมีการคุ้มครองตั้งแต่คนเเรก นอกจากนี้บุคคลที่สามได้มีการซื้อขายโดยสุจริต เปิดเผย เสียค่าตอบแทน ได้รับกฎหมายคุ้มครอง คุณยายต้องลองติดต่อเจรจาขอซื้อคืนในราคาที่เหมาะสม ซึ่งก็ต้องแล้วเเต่ว่าเขาจะยอมหรือไม่

0 Komentar